พรชัย เค้าแก้ว : เด็กชายที่ใช้เวลา 3 ปีเพื่อฝึกฟาดสู่ราชาตะกร้อผู้กวาด 10 ทองเอเชียนเกมส์ | MAIN STAND

“ผมฝึกฟาดตะกร้อมาตั้งแต่ ป.6 กว่าจะได้ท่าที่สมบูรณ์ ต้องใช้เวลาฝึกถึง 3 ปี ระหว่างนั้นผมฝึกทุกวัน ระบมเจ็บไปทั้งตัว” 

 

“เพื่อนที่เล่นตำแหน่งตัวเสิร์ฟ ฝึกพร้อมกับผม เขาเตะเป็นก่อนผมอีก แต่ใจผมยังสู้อยู่ อยากฝึกให้ได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งฝึกตะกร้อกันในโรงยิมนี่แหละ ผมกระโดดฟาดล้มลงบนพื้นเสียงดัง จนเพื่อนบอกว่า ‘ถ้ามึงเจ็บมึงก็เลิกเตะเถอะนะ กูสงสาร มึงไหวไหมน่ะเพื่อน ? ” 

ฉายา “ราชาหน้าตาข่าย” คงเป็นคำที่อธิบายได้ดีถึงความสามารถอันโดดเด่นของ “ปุ้ย-พรชัย เค้าแก้ว” นักเซปักตะกร้อระดับตำนานทีมชาติไทย วัย 40 ปี 

แต่ใครจะไปเชื่อว่า “พรชัย” ลูกหลานชาวอำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ผู้จารึกชื่อว่าเป็น “นักกีฬาไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในการแข่งขันเอเชียนเกมส์” คว้ามาได้ถึง 10 เหรียญทอง คือคนคนเดียวกันกับเด็กผู้ชายตัวมอมแมมที่ต้องใช้เวลานานนับ 1,000 วัน กว่าเริ่มต้นฟาดตะกร้อออกมาได้เป็นท่า อย่างที่ทุกคนเห็นเขามานับครั้งไม่ถ้วน 

พรชัย เค้าแก้ว อยู่กับกีฬาชนิดนี้มานานเกือบ 30 ปี เขายอมรับว่า “ตะกร้อ” ให้ทุกอย่างแก่ชีวิต ทั้งเงินทอง ชื่อเสียง รางวัลความสำเร็จ ไปจนถึงการเป็นบุคคลต้นแบบที่เด็กท้องถิ่นต่างมองเขาเป็นไอดอล 

ทุกตำนานย่อมมีจุดเริ่มต้น และบังเอิญว่าจุดสตาร์ทของเขาก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีแก่เยาวชนทุกคน เพราะเส้นทางสู่ดวงดาวของ พรชัย เค้าแก้ว ไม่ได้ออกตัวจากจุดที่เป็นเด็กเก่งที่สุด 

 

0-1 : ล้มไม่เลิก

ช่วงเวลาพักกลางวัน บริเวณลานดินใต้ต้นไม้ใหญ่ ภายในโรงเรียนบ้านโสกกระหนวน อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น 

มีหนูน้อยนักเรียนชั้น ป.6 สองคน กำลังง่วนอยู่กับการกระโดดลอยตัวเตะกิ่งไม้ แม้ทุกครั้งจะจบลงด้วยการล้มลงมากระแทกพื้นดินไม่เป็นท่า แต่กลับไม่เคยสักครั้งที่เสียงข้างในจิตใจบอกให้เด็กน้อยคนนั้นพอเสียที

“หมู่บ้านผมมีขนาดเล็ก ประชากรอยู่อาศัยไม่กี่หลังคาเรือน กีฬาที่พวกวัยรุ่นในหมู่บ้านผมนิยมเล่นกันคือ เซปักตะกร้อ” พรชัย หนึ่งในสองเด็กชายที่ล้มลุกคลุกคลานใต้ต้นไม้ในโรงเรียนเมื่อสามสิบปีก่อน ย้อนความหลังถึงเรื่องราวของตัวเขาเอง 

“ผมเห็นเขาเล่นกันทุกวัน ตอนแรกยังไม่ได้รู้สึกอยากเล่นนะครับ บังเอิญผมต้องเดินผ่านสนามทุกวัน เห็นเขาเล่นตะกร้อกันตรงสนามดินกันดูสนุกสนานดี นานวันเข้าจึงเริ่มสนใจครับ อยากลองเล่นบ้าง”

พรชัย เริ่มหัดเล่นตะกร้อครั้งแรกตอนอายุ 10 ขวบ น่าเสียดายที่เรื่องเล่าของเขาไม่เป็นแบบในหนังการ์ตูนที่เพียงแค่สัมผัสแรก “ตัวเอก” ก็แสดงถึงพรสวรรค์ด้านการเล่นกีฬาออกมาให้ทุกคนที่เห็นตกตะลึง 

จอมฟาดที่ดีสุดของประเทศไทย ยอมรับตามตรงว่าในช่วง 1-2 ปีแรก เขาเป็นเพียงแค่เด็กน้อยอ่อนหัดที่ทักษะการเล่นอ่อนปวกเปียก ไม่มีแววเด่นดังได้ จนไม่เคยสัมผัสเกมในคอร์ตแบบเด็กวัยรุ่นคนอื่น 

เขาทำได้แค่ฝึกหัดเดาะตะกร้อเล่นอยู่ข้างสนามทุกวันเป็นเวลาเกือบ 2 ปี และนั่งมองดูเด็กรุ่นพี่ในหมู่บ้านอย่างใจจดใจจ่อซ้ำแล้วซ้ำอีก 

“ตอนแรกที่หัดเล่นตะกร้อ ผมยังไม่ได้คิดว่าอยากเล่นตำแหน่งอะไร ผมแค่อยากฝึกให้พอจะลงสนามไปเล่นกับพวกรุ่นพี่เขาได้” 

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเห็นวัยรุ่นจากต่างหมู่บ้านมาแข่งกับรุ่นพี่แถวบ้านผม มีพี่คนหนึ่ง ลอยตัวกระโดดฟาดได้สูงมาก เห็นแล้วผมรู้สึกโดนใจ มันติดอยู่ในใจผมมาตลอดเลยว่า ‘ทำไมคนเราสามารถฟาดได้สูงขนาดนี้ ?’” 

“ตั้งแต่วันนั้นผมก็พยายามฝึกฟาดตะกร้อทุกวัน แต่ก็ยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบเสียที ลงมาเจ็บตัวตลอด ระบมไปทั้งตัว เพราะยังไม่รู้หลักการเตะที่ถูกต้อง เวลาลงแข่งตะกร้อนักเรียนผมก็ต้องไปเล่นเป็นตัวชง มีหน้าที่ไปโยนให้เพื่อนเสิร์ฟเฉย ๆ ลงสนามไปเป็นเหมือนตัวแถม เพราะยังฟาดไม่เป็น”

“ดีนะครับที่ตอนนั้นผมฝึกฟาดกับพื้นดิน ถ้าเป็นคอร์ตสนามปูน คงไม่น่ามี พรชัย เค้าแก้ว ในตอนนี้ครับ (หัวเราะ)” พรชัย เล่าอย่างอารมณ์ดี 

 

1-1 : กระโดด

พรชัย ล้มมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่แปลกดีที่เขากลับไม่เคยลดละความพยายามที่จะฝึกตะกร้อเลย วันเวลาผ่านไป 2 ปี เปลี่ยน พรชัย จากเด็กประถมฯ กลายมาเป็นหนุ่มน้อยระดับมัธยมศึกษาที่มีพื้นฐานทักษะการเล่นตะกร้อแน่นขึ้นแล้ว 

ทว่าสิ่งยังไม่เคยเปลี่ยนไปก็คือ เขายังฟาดตะกร้อไม่ได้ และยังคงฝึกหัดมันต่อไปทุกวัน… 

“ผมฝึกเตะตอน ป.6 กว่าผมจะได้ท่าเตะที่สมบูรณ์ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้น ม.2-3 แล้ว เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นนอกโรงเรียนด้วย” พรชัย กล่าวเริ่ม

“ตอนนั้นที่หมู่บ้านผมมีแข่งตะกร้อกัน ด้วยความเป็นเด็ก ช่วงที่เขาพักผมมักชอบวิ่งลงไปในสนามไปเล่นขำ ๆ เผอิญว่ามีพี่คนหนึ่งเดินมาหาแล้วบอกว่า ‘ลองขึ้นเตะแบบนี้ดูไหม ? ให้ขึ้นไปลำตัวตรงเลย ไม่เจ็บหรอก ตอนแรกผมก็ยังไม่กล้า เพราะเป็นสนามปูนด้วย กลัวลงมาเจ็บ”

“แต่พอลองทำตามที่พี่เขาบอก มันเหมือนตัวผมลอยขึ้นไปเตะแบบอัตโนมัติเลย ขึ้นครั้งแรกแล้วก็ฟาดได้ครบท่าลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมฟาดตะกร้อได้ เป็นที่มาของท่าที่ผมใช้ในทุกวันนี้”

การรอคอยมันคุ้มค่าและมีความหมายอย่างนี้นี่เอง เพราะหลังจากวันแรกที่ “พรชัย เค้าแก้ว” กระโดดเตะได้อย่างสมบูรณ์แบบดั่งที่ใจเขาต้องการ นับตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่เคยหยุดฝึกฟาดตะกร้ออีกเลยจวบจนปัจจุบัน

ไม่ว่าจะที่โรงเรียน ที่สนามในชุมชน หรือแม้แต่ที่บ้าน พรชัย ก็แขวนลูกตะกร้อไว้ฝึกเตะทุกวัน จนฝีเท้าของเขาเริ่มพัฒนาเหนือคนรุ่นราวคราวเดียวกัน 

โชคชะตาอาจเข้ามาทดสอบใจเขาบ้าง เพราะช่วงชั้น ม.1 โรงเรียนที่พรชัยศึกษาไม่ได้ทำทีมตะกร้อจริงจัง แต่ด้วยความเป็นคนขยัน ก็ทำให้เขาและเพื่อนอีก 1 คนได้รับโอกาสจาก อาจารย์จำลอง เอี่ยมอ่อน ชักชวนให้ย้ายมาเรียนต่อชั้น ม.2 ที่โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม ที่อยู่ห่างออกไป 18 กิโลเมตร จากบ้านของเขา

เขาไม่เคยรู้สึกเหนื่อยที่ต้องออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และกลับถึงบ้านเวลา 1-2 ทุ่มทุกวัน เพราะหลังเลิกเรียนทุกเย็น เขายังคงต้องอยู่ต่อเพื่อซ้อมตะกร้อกับทางโรงเรียนเมืองพลฯ ที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการทำทีมตะกร้อ 

 “พรชัย” ได้รับการสอนตะกร้ออย่างเข้มข้นจากอาจารย์จำลอง เอี่ยมอ่อน เขาถูกส่งลงสนามอย่างต่อเนื่องในการแข่งขันระดับนักเรียน จนผลงานของ “พรชัย เค้าแก้ว” ไปเข้าตาสตาฟโค้ช ถูกเรียกติดธงทีมนักเรียนไทย ในช่วงที่เขาศึกษาชั้น ม.4-6 

“การติดทีมชาติไทยชุดเล็ก แม้จะเป็นแค่รายการนักเรียนอาเซียน แต่สำหรับผมนี่คือแรงบันดาลใจให้ผม อยากก้าวเดินต่อไปในเส้นทางนักตะกร้อ หลังเรียนจบชั้น ม.6 ผมก็ย้ายมาซ้อมตะกร้อต่อที่บ้านมะขาม ที่นี่รวบรวมเอานักตะกร้อฝีมือดีหลายคนมาเล่นด้วยกัน”

พรชัย ในวัย 20 ปี กลายเป็นนักตะกร้อหนุ่มที่พอมีชื่อเสียงในจังหวัดขอนแก่น เพราะเขาเดินสายล่ารางวัลมาทั่วเขตแดนเมืองขอนแก่น  

เขากล่าวอย่างติดตลกว่า สมัยนั้นตัวเองเดินสายแข่งตะกร้อแบบหามรุ่งหามค่ำ ขนาดภรรยาคู่ชีวิต พรชัยยังได้มารู้จักและปิ๊งกัน เพราะไปลงแข่งในรายการที่พ่อตาเป็นคนจัด

“มันคงเป็นความโชคดีของผม เพราะตอนอายุ 20 ปี ทางจังหวัดขอนแก่นจัดงานสงกรานต์ โดยได้มีการจัดการแข่งขันเซปักตะกร้อที่เชิญทีมชาติไทย และทีมชาติมาเลเซีย มาแข่งกับทีมในจังหวัด” 

“ผมกับเพื่อน ๆ ที่เป็นเด็กท้องถิ่น สามารถเอาชนะทีมชาติมาเลเซีย ผ่านเข้าชิงกับทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้”

“แม้ว่าสุดท้ายจะแพ้ไป เพราะสู้พวกรุ่นพี่ทีมชาติไทยชุดใหญ่ไม่ได้ แต่ทางสตาฟโค้ชก็เห็นแวว จึงได้เรียกตัวผมไปลองเก็บตัวกับทีม นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของผมกับทีมชาติไทยชุดใหญ่”

หากเส้นทางการเป็นนักตะกร้อของ พรชัย เค้าแก้ว ถูกแบ่งออกมาเป็น 3 เซ็ต เซ็ตที่หนึ่งเขาคงโดนนำไปก่อน 0-1 เพราะฝึกเท่าไหร่ก็ยังไม่เก่งสักที 

ก่อนจะใช้ความเพียร ความขยัน ฮึดไล่มาตีเสมอ 1-1 จนถูกเรียกเข้าสู่สารบบทีมชาติไทย ที่อุดมไปด้วยจอมเตะฝีเท้าดีมากมายในยุคนั้น อาทิ สืบศักดิ์ ผันสืบ, พูนศักดิ์ เพิ่มทรัพย์, กำพล ทัศสิทธิ์ และ ดำรงค์ พาเเกดำ  

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นอีก 2 ทศวรรษต่อมา คงเป็นเซ็ต 3 ที่ “พรชัย เค้าแก้ว” พลิกกลับมาแซงชนะไป 1-2 เซ็ตได้อย่างขาดลอย สมกับความมุ่งมั่นตั้งใจของชายผู้มีชีวิตเรียบง่าย ธรรมดา แต่ประสบความสำเร็จด้านกีฬาอย่างที่ไม่สามารถหาใครในประเทศนี้มาทำลายสถิติเอเชียนเกมส์ของเขาได้ 

 

1-2 : ราชาหน้าตาข่าย

“ปีแรกที่ถูกเรียกเข้าไปซ้อมอยู่ในแคมป์ ก็ยังรู้สึกว่าฝีมือของตัวเองยังห่างกับพวกพี่ ๆ เขามาก โค้ชคงเรียกเราเข้าไปเก็บประสบการณ์เป็นตัวสำรองไปก่อน” 

“ไม่เคยคิดเลยว่าในปีต่อมาในเอเชียนเกมส์ ที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ จะกลายเป็นทัวร์นาเมนต์แจ้งเกิดที่ทำให้คนไทยรู้จักชื่อ ‘พรชัย เค้าแก้ว’ ตอนก่อนออกเดินทางออกไปแข่ง ผมยังคิดว่าโค้ชคงเลือกเราไปเป็นตัวสำรองแน่ เพราะผมอายุน้อย ยังเด็ก” 

“แต่พอถึงสนามแข่งขันจริง โค้ชทดลองใช้งานเราเป็นตัวจริง และผมก็คว้าโอกาสนั้นไว้แล้วโชว์ฟอร์มได้ดี จึงได้รับความไว้วางใจจากโค้ชให้ลงสนามต่อเนื่อง จนช่วยให้ทีมชาติไทยคว้าเหรียญทอง และลากยาวความสำเร็จต่อในเอเชียนเกมส์, ซีเกมส์, เอเชียนอินดอร์เกมส์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

พรชัย บอกกับเราว่าชื่อเสียงของเขาเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคนเลย นับตั้งแต่จบเอเชียนเกมส์ 2002 ที่เกาหลีใต้ เพราะแฟนกีฬาทั่วประเทศรู้จักเขาจากการติดตามรับชมผ่านการถ่ายทอดสด อีกทั้งด้วยตำแหน่งที่ พรชัย เล่น คือตัวทำสกอร์ให้ทีม ยิ่งทำให้ลีลาและชื่อของเขาติดหูติดตาติดใจผู้ชม  

หลังเสร็จภารกิจฝึกซ้อมและแข่งขันกับทีมชาติไทย พรชัย มักเดินทางกลับภูมิลำเนาเสมอ เพื่อมาอยู่กับครอบครัว ซึ่งทุกครั้งยามกลับบ้านเกิด เขามักได้รับกำลังใจจากการทักทายของคนในท้องถิ่นมาตลอด 20 ปีที่ พรชัย ลงไล่ล่าความสำเร็จในนามทีมชาติไทย 

“ไม่คิดเลยว่าจะมีคนชื่นชอบเรามากขนาดนี้ ตั้งแต่จบปูซานเกมส์จนถึงทุกวันนี้ เวลาเดินไปไหนก็มีแต่คนรู้จักครับ ตะกร้อให้ทุกอย่างกับผมเลย” พรชัย เจ้าของฉายา ราชาหน้าตาข่าย กล่าวเริ่ม

“แต่ถึงแม้ผมจะชื่อเสียงมากแค่ไหน ผมก็ยังให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อมมากที่สุดเหมือนเดิม ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งที่สุดเลย เพราะเราจำเป็นต้องรักษาระดับความมุ่งมั่นตั้งใจเอาไว้ แล้วฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาฝีมือต่อไปเรื่อย ๆ เพราะผมคิดว่าการพัฒนาด้านกีฬามันไม่มีที่สิ้นสุด”

“คิดดูสมัยก่อนเราไม่เก่งอะไรเลย แต่เราก็สามารถฝึกฝน เรียนรู้ จนสามารถเล่นได้ แล้วทำไมพอเราเล่นเป็น เล่นได้แล้ว เราถึงหยุดเรียนรู้หรือขวนขวายพัฒนาให้ตัวเองเก่งยิ่งขึ้นอีกล่ะ ?”


พรชัย เค้าแก้ว ยืนระยะเป็นดาวเตะตัวฟาดตะกร้อทีมชาติไทย หมายเลข 1 มายาวนานร่วม 2 ทศวรรษ ไม่แปลกเลยหากเขาจะกลายเป็นฮีโร่ของเด็กผู้ชายทั่วประเทศผู้ชื่นชอบตำแหน่งหน้าขวา

โดยเฉพาะเด็ก ๆ ชาวจังหวัดขอนแก่น ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ชื่นชอบเล่นกีฬาเตะลูกหวาย ต่างมอง “พรชัย เค้าแก้ว” เป็นเหมือนกับต้นแบบที่พวกเขาอยากเดินตามรอย

“ช่วงที่ไม่มีเก็บตัวแข่งผมไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลย ส่วนใหญ่จะกลับมาอยู่กับครอบครัวที่ขอนแก่น แต่ช่วงที่พักกลับมาอยู่บ้าน ผมก็ยังซ้อมตะกร้อตลอดนะ ออกไปเล่นตามคอร์ต ตามสนาม และฝึกซ้อมทำแบบฝึกเองที่บ้าน”

“เวลาไปตามสนามก็มีน้อง ๆ หลายคนเข้ามาทัก มาขอคำแนะนำ อยากให้เราช่วยสอน รวมถึงใน Facebook ก็มีน้อง ๆ Inbox ส่งข้อความเข้ามาถามกันเยอะเลย บางคนก็ถ่ายคลิปมาให้ดู อยากให้ช่วยคอมเมนต์หน่อยว่าเขาเล่นเป็นอย่างไร”

“ผมจะบอกน้อง ๆ เสมอว่าก่อนจะฝึกเทคนิค เราควรต้องฝึกพื้นฐานให้แน่นก่อน เพราะถ้าเรามีเบสิกที่ดี การต่อยอดในการเล่นระดับสูงมันก็ง่ายขึ้น” 

“หรือถ้ามีเวลาว่างผมก็มักจะกลับไปที่โรงเรียนเก่า (เมืองพลพิทยาคม) เข้าไปให้กำลังใจไปสอนน้อง ๆ เพราะทุกวันนี้โรงเรียนก็ยังทำตะกร้อเหมือนเดิม”

“สิ่งที่ผมบอกและย้ำอยู่เสมอคือ กว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้มันไม่ง่ายเลย ขอให้น้อง ๆ มีระเบียบวินัย มีความตั้งใจ ฝึกฝนเรียนรู้พัฒนาไปอย่างไม่สิ้นสุด เพราะโรงยิมที่น้อง ๆ ซ้อมอยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นโรงยิมเดียวกับที่พี่เคยใช้ซ้อม”

“ไม่จำเป็นต้องพื้นสนามหรูหราหรอก จะพื้นดิน พื้นปูน หรือพื้นไม้ปาร์เก้บ้าน ๆ แบบนี้ ก็สามารถติดทีมชาติไทยได้”