ดร.ศุภศักดิ์ เงาประเสริฐวงศ์ จากมุมมองโปรโมเตอร์ผู้จัด ศึกมวยไทยรากหญ้าสู่สากล สำคัญกับวงการกำปั้นท้องถิ่นแค่ไหน

บทบาทที่เป็น ภาพจำ ของ ดร.น็อต-ศุภศักดิ์ เงาประเสริฐวงศ์ กวิชาการมวยระดับแถวหน้าของเมืองไทยก็คือ การทำหน้าที่โปรโมเตอร์จัดศึกมวยไทย ทั้งรายการมวยตู้ และรายการมวยวันธรรมดา แต่บทบาทหน้าที่ในปัจจุบันของ ดร.น็อต มวยไทย ก็คือการเป็นโปรโมเตอร์จัดศึกมวยไทยรากหญ้าสู่สากล โดยมี สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย เป็น โต้โผใหญ่

วันที่ 28 และ 29 ธ.ค.นี้ ศึกมวยไทยรากหญ้าสู่สากล จะถึงวันรูดม่านปิดฉาก โดยจะทำการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศครบทั้ง 6 รุ่น ในฐานะที่รับหน้าที่เป็น โปรโมเตอร์ ผู้วางรากฐานให้กับรายการมวยค้นฟ้าคว้าดาว มาตั้งแต่รอบคัดเลือกในแต่ละภูมิภาค

ดอกเตอร์รักมวยผู้นี้ มองรายการมวยไทยรากหญ้าสู่สากล มีความสำคัญกับวงการกำปั้นท้องถิ่นมากน้อยแค่ไหน และนักมวยที่ร่วมชกในรายการ จะสามารถต่อยอด ก้าวไปประสบความสำเร็จ ในรายการระดับใหญ่กว่านี้ได้หรือไม่ เรามีคำตอบไว้ให้เรียบร้อย

จุดเริ่มต้น จากท้องถิ่นสู่สากล
“ต้องยอมรับว่านักมวยที่ชกเวทีใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ทั้งหมดเกิดมาจากมวยรากหญ้าตามเวทีมวยภูธร เกินกว่า 90% นักชกแต่ละคน ค่อยๆบ่มเพาะประสบการณ์ พอเติบโตขึ้นมา โปรโมเตอร์เมืองกรุง จะหามวยเก่งๆมาประกบชกด้วย เพราะฉะนั้นมวยเก่งๆ ก็จะมีโอกาสมากกว่า แต่บางค่ายมีต้นทุนไม่เท่ากัน ด้วยเม็ดเงินที่มีไม่มากพอ ปลายทางของนักกีฬา ต้องมีเวทีแข่งขัน จะรอแต่ชกเวทีเมืองกรุงอย่างเดียว บางครั้งนักกีฬาก็เติบโตไม่ทัน”

“ศึกมวยไทยรากหญ้า จากท้องถิ่นสู่สากล ได้งบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ มีงบประมาณให้กับโปรโมเตอร์ในแต่ละเขต แต่ละจังหวัด ได้จัดอีเวนต์มวย ถามว่าจะทำให้อุตสาหกรรมมวยเติบโตได้อย่างไร แน่นอน สิ่งที่เห็นชัดเจนคือการสร้างรายได้ให้กับนักมวยโดยตรง สร้างรายได้ให้กับหัวหน้าคณะมวยโดยตรง โดยที่เขาไม่ต้องวิ่งหารายการแข่งขันถึงกรุงเทพฯ”

“เรียกได้ว่าเป็นรายการมวยใหม่ที่น่าจับตามอง วงการมวยตอนนี้ อย่างที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย ทำก็คือ สร้างมาตรฐานในทุกด้าน มาตรฐานการแข่งขัน มาตรฐานผู้ฝึกสอน มาตรฐานโปรโมเตอร์ และเรื่องหลักสูตรของมวยไทย พัฒนาไปพร้อมๆกัน พัฒนายกระดับ ค่อยๆยกระดับไปด้วยกัน มวยไทยก็จะมีมาตรฐานมากขึ้น”

“ในเรื่องจัดการแข่งขัน มีการจัดการแข่งขันมวยไทยรากหญ้าจากท้องถิ่นสู่สากล จะมีอีเวนท์ มีแอคติวิตี้มากขึ้น สังคมรับรู้แล้วว่า เรื่องราวของมวยไทย เป็นประวัติศาสตร์ในหลายแง่มุม เรื่องจัดการแข่งขันพร้อมกันทั่วประเทศ โดยใช้ชื่อศึกเดียวกันทั้งประเทศ เราไม่เคยมีอีเวนต์แบบนี้เลย จากประสบการณ์ผมนะครับ 77 จังหวัด จัดเป็นคลัสเตอร์ และใช้ชื่อศึกเดียวกันหมด ถือเป็นเรื่องดีครับ”

ขับเคลื่อนจนเกิด อุตสาหกรรมมวย
“อย่างที่เรียนไว้ตั้งแต่แรก อุตสาหกรรมมวย ต้องขับเคลื่อนด้วยค่ายมวย ขับเคลื่อนด้วยนักมวย จริงๆคือขับเคลื่อนด้วยบุคคลในวงการมวยทั้ง 7 ประเภท แต่มีจุดตั้งต้นที่ค่ายมวยกับนักมวย กกท.เอง, สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย เอง และ กองทุนพัฒนาการกีฬาฯ ต่างก็เห็นความสำคัญของมวยไทยทั้งสิ้น”

“เรื่องนี้ต้องสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมการจัดกีฬา แล้วมุ่งตรงไปที่รากหญ้า รากหญ้านั้นคือมวยใหม่ มวยเชียงใหม่ มวยเชียงราย มุ่งตรงไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดกิจกรรมการแข่งขัน พอเกิดกิจกรรมแล้ว ก็จะทำให้เกิดรายได้ให้กับนักมวย นักมวยก็จะมีรายได้ มีกำลังใจ ถ้าวันนั้นแพ้ลงมาไม่เป็นไรเอาใหม่ ถือว่ารอบหน้ายังมี”

“ผมเชื่อว่ายังมีการจัดกิจกรรมในครั้งต่อไป ยังมีเงินรางวัลจูงใจ เปิดโอกาสให้นักมวยมีสิทธิ์คว้าเงินรางวัลหลักหมื่น หลักแสน กลับบ้านหรือกลับค่ายไปแบ่งกับทีมงาน นักมวยมีความตื่นตัว หัวหน้าค่ายก็มีการตื่นตัว สนใจจะส่งนักมวยชกในรายการมวยรากหญ้า และให้ความร่วมมือดีมากๆ มวยก็ชกสนุก เริ่มมีคำถามว่า แล้วปีหน้าจะมีรุ่นอื่นไหม จะจัดงานแบบนี้บ่อยไหม ทางผู้จัดก็คาดหวังให้จัดงานอย่างนี้ต่อเนื่อง”

“ศึกมวยไทยในท้องถิ่นจากรากหญ้าสู่สากล ต้องเป็นนักมวยที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ ไม่เคยชกในเวทีเมืองกรุงเกิน 5 ครั้ง ไม่เคยเป็นแชมป์ของเวทีมาตรฐาน ผู้ชนะได้แชมป์ จะมีเงินรางวัลสูงสุดถึงสองแสนบาท นักมวยต้องมีสภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ถ้าสนใจ ก็สามารถลงชื่อไว้ได้ที่ กกท.จังหวัดได้เลยครับ”

“เป็นจุดเริ่มต้นครับ ถึงจะมีโปรโมเตอร์จัดอยู่แล้ว ศึกมวยไทยรากหญ้าสู่สากล ถือว่าเป็นศึกที่จ่ายค่าตัวดีครับ ถึงจะแพ้นัดแรก เพียงขึ้นมาชก ก็จะมีค่าตัวให้แล้วห้าพันบาท สำหรับต่างจังหวัดถือว่า มากพอสมควร สำหรับค่าตัวห้าพันบาท ถือว่าเป็นเวทีเฟ้นหาดาวรุ่งอนาคตไกล ถ้าใครได้แชมป์หรือรองแชมป์ เชื่อว่าจะมีแมวมองมาทาบทามพาเข้าไปชกสร้างชื่อเสียงที่เวทีเมืองกรุงอย่างแน่นอนครับ”