วรศักดิ์ ภักดีคำ : มวยไทยต้องเป็นกีฬา ดูง่าย เข้าใจตรงกัน

“การเป็นกรรมการที่ดี ต้องมีความบริสทุธิ์ยุติธรรม ไม่ใช่ขึ้นไปบอกแต่คำว่า หยุด แยก ชก เพียงอย่างเดียว”

นี่เป็นคำพูดของผู้ตัดสินกีฬามวย ผู้ได้ชื่อว่าเป็นกรรมการที่ทำหน้าที่เที่ยงธรรมคนหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการมวยเมืองไทย การันตีด้วยรางวัลเกียรติยศมากมาย ที่มอบให้เพื่อเชิดชูเกียรติ

วรศักดิ์ ภักดีคำ อดีตประธานผู้ตัดสินสนามมวยเวทีราชดำเนิน สังเวียนมวยอันดับ 1 ของเมืองไทย ขอเกษียณตัวเองเพื่อกลับไปอยู่กับครอบครัว แต่ด้วยความดีและความเชื่อถือที่แฟนมวยมีให้ ผู้ใหญ่ใน กกท. จึงขอตัวกลับมาทำหน้าที่ ตัดสินมวยไทยให้เป็นมาตรฐานมวยเมืองไทย และเป็นมาตรฐานสากล

ด้วยเหตุนี้ อ.วรศักดิ์ ภักดีคำ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ สำนักงาน กกท.จังหวัดฉะเชิงเทรา จึงต้องคัมแบ็กมาทำหน้าที่ ประธานผู้ตัดสินเฉพาะกิจ ให้กับศึกมวยไทยในท้องถิ่นจากรากหญ้าสู่สากล ปรากฏว่า ได้รับคำชมจากแฟนมวยว่า เป็นการตัดสินที่จะพลิกโฉมวงการมวยในอนาคต

ที่สำคัญคือ ทำให้มวยไทยดูยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเป้าประสงค์หลักในการจัดมวยของ กกท.นั่นเอง

ผอ.วรศักดิ์ ภักดีคำ เป็นชาว อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี จบการศึกษาระดับอนุปริญญา จาก วพ.กรุงเทพ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกรุงเทพ), ปริญญาตรี การศึกษาศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพลศึกษา สนามกีฬาแห่งชาติ (ในขณะนั้น) และ ปริญญาโท สาขา บริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เริ่มงานผู้ตัดสินมวยในชุดวิชิต ไพรอนันต์ มี อ.วิฑูรย์ ไพรอนันต์ เป็นหัวหน้าทีม ตัดสินมวยจนเป็นที่ยอมรับทั่วภาคตะวันออก ถึงขนาดโปรโมเตอร์หลายคนล็อคเป้าระบุว่า ต้องการกรรมการชุดนี้มาตัดสินเท่านั้น แฟนมวยถึงยอมตีตั๋วเข้ามาดูมวย

ต่อมาได้ตัดสินที่สนามมวยเวทีสำโรง จ.สมุทรปราการ ยุค ประทีป เชาว์เสาวภา กับ อนุชา วัชระตังคะ บริหารงาน และส่งต่อให้ ศักดา รัตนสุบรรณ บริหารต่อ ช่วงปลายของเวทีสำโรง ทรงชัย รัตนสุบรรณ ไปสร้างเวทีนานาชาติ ที่ จ.ฉะเชิงเทรา แล้วระดมกรรมการน้ำดีมีความน่าเชื่อถือไปตัดสิน หนึ่งในนั้นคือ กรรมการวรศักดิ์ ภักดีคำ นั่นเอง

จนเมื่อเวทีมวยนานาชาติปิดตัวลง ผอ.วรศักดิ์ จึงได้มาเป็นกรรมการที่เวทีราชดำเนิน ตามคำเชิญของเวทีและแรงสนับสนุนของทรงชัย รัตนสุบรรณ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารและเพื่อนกรรมการด้วยกัน ให้ทำหน้าหน้าที่ ประธานเทคนิค/ประธานผู้ตัดสิน (หัวหน้ากรรมการ) สนามมวยเวทีราชดำเนิน จนกระทั่งตัดสินใจลาออกเมื่อ 1 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา

จุดแข็งของ เปาบุญโด่ง คือ ทำงานโดยยึดหลักความยุติธรรม, สุจริต และโปร่งใส ตามรอยคุณพ่อซึ่งเป็นข้าราชการ รวมถึงครูบาอาจารย์หลายท่านที่เจ้าตัวยึดเป็นแบบอย่างในการทำงาน

“อ.บุญโด่งเป็นคนดีมีความยุติธรรม ผมเคยดูเขาชกมวยสมัยอยู่ชลบุรี และเดินสายชกหลายจังหวัดในภาคตะวันออก ผมรู้มาว่า สมัยเรียนเขาไปซื้อตั๋วดูมวยที่เวทีลุมพินีเป็นประจำ เขาตีตั๋วชั้น 3 ดูมวยอย่างเดียว ไม่ได้เล่นการพนัน พอเริ่มตัดสินมวยจนเป็นที่รู้จัก พ.ท.กมล สมิเปรม กรรมการน้ำดีอีกคนหนึ่งก็ชวนมาเป็นกรรมการที่เวทีลุมพินี ส่วนที่เวทีราชดำเนิน อ.อาคม วรรณสิทธิ์ ก็มาชวนไปอยู่ด้วย แต่บ้านเขาอยู่ไกลเดินทางลำบาก จึงปฏิเสธไป”

“จึงเป็นความโชคดีของผมที่ได้เขามาช่วยตัดสินมวยที่เวทีนานาชาติ ฉะเชิงเทรา เพราะเวทีอยู่ใกล้บ้าน หลังจากนั้น อ.บุญโด่งก็ตัดสินให้รายการมวยของผมมาตลอด ผมโชคดีมากที่ได้กรรมการอย่างเขามาร่วมงาน” ทรงชัย รัตนสุบรรณ เจ้าของสมญา โปรโมเตอร์มือทองสมองเพชร กล่าวถึง ผอ.วรศักดิ์ ภักดีคำ อย่างชื่นชม

ส่วนเรื่องการตัดสินในศึกมวยไทยในท้องถิ่นจากรากหญ้าสู่สากล ผอ.วรศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า

“ผมได้รับนโยบายจากท่านทนุเกียรติ จันทร์ชุม รองผู้ว่าการฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย และ ผอ.พลัฏฐ์ สุวรรณาเมธากร ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย อยากจะจัดมวยให้ตัดสินด้วยกติกามวยไทย 100% ไม่มีหน้าเสื่อและการพนันมากดดันการแข่งขัน จึงได้ทดลองใช้กับรายการมวยรากหญ้า โดยจะเปิดเผยคะแนน 3 ยกแรก เหตุผลที่ไม่สามารถเปิดเผยคะแนนทั้ง 5 ยกได้ เกรงว่าจะมีปัญหากับเซียนมวย”

“ไม่ใช่ว่าเรายอมเซียนมวยนะครับ แต่อยากให้การเปลี่ยนวิธีตัดสิน ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือพบกันครึ่งทางก่อน ถ้าโชว์คะแนน 5 ยก เหมือนเป็นการหักดิบ ทำแล้วมีปัญหาตามมาแน่ ตอนนี้แฟนมวยเริ่มเข้าใจและยอมรับการตัดสินแบบใหม่มากขึ้น เสียงส่วนใหญ่บอกว่า พอเปิดเผยคะแนนแล้ว มวยชกสนุกกว่าเดิม ผมคิดว่าเรามาถูกทางแล้วครับ แต่ขอเวลาขอจัดมวยสร้างความคุ้นเคยไปเรื่อยๆ สักวัน คนไทยต้องดูมวยในทิศทางเดียวกันทั้งหมดแน่นอนครับ”