สมบูรณ์ศักดิ์ ม่วงศิริ : จากเด็กบ้ามวย สู่ผู้บรรยายกีฬาระดับแถวหน้าของเมืองไทย

การที่คนเราแต่ละคนจะได้อะไรมานั้น แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดที่ง่าย บางคนอาจจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ แต่ก็ต้องฝืนใจทำ เพราะถือว่านั่นคือหน้าที่ 

แต่หากมีใครสักคน ที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และสามารถทำให้ตัวเองนั้นประสบความสำเร็จในการทำสิ่งที่เราชอบได้ ก็ต้องถือว่า บุคคลนั้นโชคดีมาก 

เช่นเดียวกับ สมบูณ์ศักดิ์ ม่วงศิริ หรือ อ๊อด เคโอ นักข่าวและผู้บรรยายมวยไทยชื่อดังระดับประเทศ ที่กว่าจะก้าวเข้ามาทำงานในสิ่งที่ตัวเองรักนั้นต้องผ่านอะไรมาบ้าง

“ผมเกิดในครอบครัวของคนชั้นกลาง พ่อแม่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ผมจะแปลกกว่าคนที่บ้าน ก็คือที่บ้านไม่มีใครดูกีฬา โดยเฉพาะมวยเลย ผมดูคนเดียวในบ้าน” 

“ผมเริ่มดูจริงจังครั้งแรกก็ตอนอยู่ม.1 ตอนนั้นดูการชกของพงษ์ศักดิ์เล็ก ดูแล้วรู้สึกชอบมาก หาคำตอบไม่ได้ว่าชอบเพราะอะไร นักมวยที่ชอบเมื่อก่อน ก็จะเป็นมาร์โค อันโตนิโอ บาร์เรร่า , อีริค โมราเลส , ฮวน มานูเอล มาร์เคซ ถ้านักมวยไทยก็เป็น พงษ์ศักดิ์เล็ก , วีระพล , รัตนชัย , สมศักดิ์  สิ่งที่เรียนรู้ได้จากนักมวยเหล่านี้ก็คือความอดทน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สามารถนำมาใช้กับชีวิตได้โดยตรง” 

และแล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนของ สมบูรณ์ศักดิ์ ก็มาถึง เมื่อตัดสินใจเข้าแข่งขันรายการแฟนพันธุ์แท้ กลายเป็นใบเบิกทางนำพาเขามาสู่โอกาสในการทำงานเป็น สื่อมวลชนสายมวยไทย 

“จุดที่ได้เข้าไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ แมนนี่ ปาเกียว ก็คือ ผมฟังวิทยุอยู่ ได้ยินว่ามีการเปิดรับสมัครผู้เข้าแข่งขัน ช่วงนั้นผมใกล้จะเรียนจบ ผมมั่นใจว่าผมดูมวยเยอะมาก ไม่เฉพาะแค่แมนนี่ ปาเกียว ผมดูทุกคู่ ไม่ว่าจะเป็นคู่เอก คู่ประกอบรายการ ทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ ผมก็เลยอยากลอง”

“ผมจึงไปสมัครที่บริษัทเวิร์คพ้อย ผมเล่าให้ทีมงานฟังทุกอย่างว่าความชอบมวยผมมีขนาดไหน ของสะสมเกี่ยวกับมวยผมมีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นกางเกงมวย หนังสือมวย ซีดีบันทึกการแข่งขันชกมวย จนกระทั่งได้รับเลือกมาแข่งขันในรายการและได้ตำแหน่งชนะเลิศแฟนพันธุ์แท้ แมนนี่ ปาเกียว ในที่สุด”

“ก่อนที่ผมจะไปแข่งรายการนี้ พูดถึงเรื่องอาชีพการงาน ผมก็คิดไม่ออกว่า เราจะทำงานอะไร รู้แค่ว่า ชอบมวย อยากดูมวย ผมสามารถเล่าอะไรเกี่ยวกับมวยได้ แต่ไม่รู้ว่าก้าวแรกว่า การจะไปทำงานเกี่ยวกับมวย จะต้องทำอย่างไร พอได้รางวัลมา ทำให้เราเกิดความกล้า ความเชื่อมั่นในตัวเอง คิดว่าถ้าเราไปสมัครงาน เขาน่าจะสนใจเรานะ ก็เลยไปสมัครงาน และได้ทำงาน”

“เมื่อได้เข้ามาทำงานในสายงานกีฬา แรกๆก็ยากครับ คือใจเรา เรารู้สึกกลัว ยกตัวอย่างการจัดรายการวิทยุ รู้สึกว่ามันยาก รู้สึกกลัว เราไม่เคยทำมาก่อน คิดว่า 1 ชั่วโมงเราจะพูดอะไร แล้วถ้าเกิด dead air มาจะทำอย่างไร แต่พอทำไป เกิดความคุ้นเคย กลายเป็นทุกอย่างง่ายขึ้นมา มันเหมือนชวนเพื่อนไปนั่งคุย ตอบคำถามแฟนรายการที่ส่งมา ส่วนใหญ่เราจะตอบได้ เพราะเราอยู่กับมวยทุกวัน” 

 “สิ่งแรกที่ต้องปรับคือการดำเนินชีวิต หน้าที่แรกๆที่ผมได้รับมอบหมายตอนเป็นนักข่าวใหม่ๆคือ ต้องไปดูนักมวยชั่งน้ำหนัก เวลาต้องเป๊ะ เพราะถ้านักมวยชั่งผ่านแล้ว ก็คงไม่มานั่งรอนักข่าว”

“อีกเรื่องก็คือการตั้งคำถาม เพราะว่าตอนแรกก็ไม่ทราบว่า เราจะต้องถามอะไรบ้าง เราต้องรู้ว่าพื้นฐานมวยไทยเป็นอย่างไร ต้องซ้อมขนาดไหน ซ้อมอย่างไร ก็ต้องเตรียมมาก่อน เพราะว่าเราอยู่กับมวยสากลมาตลอด”

หลังจากนั้นก็มาถึงสิ่งที่อ๊อด เคโอ ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็น “ผู้บรรยายมวยไทย”                                         

“การได้เข้ามาอยู่กับทีมงานเพชรยินดีเนี่ย เริ่มจากงานที่ผมทำนี่แหละครับ ที่ต้องไปดูการชั่งน้ำหนักนักมวยตอนเข้า ก็เลยได้รู้จักคุณวิรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ คุณณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ ได้รู้จักครอบครัวเพชรยินดีหลายๆคน แล้วจังหวะที่เพชรยินดี จะจัดรายการมวยวันเสาร์ และกำลังหาผู้บรรยายอยู่” 

“ผมก็ไม่รู้ว่าผมไปโดนใจอะไรกับบรรดาผู้ใหญ่ของเพชรยินดี  คุณนัท คนประกบคู่มวยในศึกเพชรยินดีก็โทรมาหาผม เค้าถามว่าวันเสาร์บ่ายสองถึงสี่โมงเย็นว่างไหม คุณวิรัตน์ชวนมาพากย์มวย” 

“ตอนนั้นผมก็อึ้ง เพราะผมไม่เคยพากย์มวยรายการสด เคยพากย์แต่เทปบันทึกการแข่งขัน มันก็ง่าย แต่การพากย์มวยสด จะต้องอาศัยประสบการณ์ ผมตื่นเต้นมาก แต่ก็รับปากทันที จนได้มาพากย์มวยในรายการของศึกเพชรยินดี ตอนนี้ก็ 8 ปีแล้ว” 

“แรกๆยากมาก สำคัญที่สุดเลยคือตื่นเต้น กลัวจะพากย์ไม่สนุก กลัวพากย์ผิด แต่ผ่านไปสักระยะ เริ่มจะง่าย เนื่องจากจังหวะในการพากย์มันเข้ากันแล้ว ทุกอย่างอยู่ที่ประสบการณ์ แรกๆยากมาก แต่พอผ่านไปแล้วก็ไม่มีอะไร เพราะว่าเราก็ฟังผู้บรรยายหลายๆคนมาตลอดชีวิตเหมือนกัน เอาข้อดีของแต่ละคนมาผสมและให้เป็นตัวเรา สำหรับผมเนี่ยเคล็ดลับง่ายๆเลย ต้องพากย์ให้สนุก ข้อมูลส่วนหนึ่ง จะเอาตัวเองเป็นหลักว่า เราดูมวย เราต้องการอะไร มวยสนุกน้อย เราต้องพากย์ให้สนุกเยอะ ยิ่งมวยสนุกเยอะ เราต้องพากย์ให้มันส์ยิ่งขึ้น

“รู้สึกดีใจมาก ที่ได้ร่วมงานกับผู้บรรยายระดับประเทศหลายๆคน โดยเฉพาะน้าสมิงขาว ผมนับถือท่านเป็นอาจารย์คนหนึ่งของผม เพราะว่า เราจะเรียนรู้จังหวะการพากย์มวยกับน้าหมิงเยอะมาก น้าหมิงเป็นคนที่พากย์จังหวะเป๊ะมาก ขึ้นจังหวะนี้ ลงจังหวะนี้ จังหวะการส่งต่อก็ทำได้ดีมาก”

หลักในการทำงานของ อ๊อด เคโอ อาศัยหลักง่ายๆ แต่ลึกซึ้งก็คือ ต้องมีความรู้อย่างแตกฉานในงานที่ทำ

“สมัยที่ยังทำงานเป็นนักข่าว ผมอาศัยหลักง่ายๆ ก็คือรู้ลึก รู้จริง ถ้าไม่รู้ ก็ต้องไปหาให้จนรู้ให้ได้ แล้วผมเป็นคนที่ชอบเสาะแสวงข้อมูล  เวลาชั่งน้ำหนักตอนเช้า ผมจะเข้าไปถามข้อมูลต่างๆจากนักมวยด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้ แฟนๆอยากรู้ เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง”

“ถ้าเราเป็นแฟนมวย เราอยากรู้อะไรบ้าง อยากรู้ว่า ซ้อมที่ไหน เคยชกที่ไหน ใครเป็นคู่ซ้อม นี่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเขาอยากฟังเรา ผมถือว่านี่คือจุดแข็งของผมเลย”

“ทุกวันนี้ผมคิดว่าจากที่ผมเดินมา ถือว่าไกลเกินฝัน สมัยเป็นนักข่าวใหม่ๆ ความฝันของผมแค่ มีข้อเขียน มีบทความในหนังสือ แค่นี้ก็มีความสุข ไม่เคยคิดว่าจะได้พากย์มวยกับสมิงขาว ไม่เคยคิดว่าจะได้พากย์มวยฟรีทีวี คือตอนนั้นก็คงคิดว่า เราจะมาพากย์ได้ยังไง งานหลักของผมตอนนี้ก็คือการทำเพจ อัพเดตข่าวสารวงการมวย เขียนข่าวส่งเพจมวย บรรยายมวย 3 วัน คือวันอังคาร พฤหัสบดีและวันศุกร์” 

“ผมไม่รู้สึกเหนื่อยกับงานที่ทำเลย ผมกลับรู้สึกว่าถ้าช่วงไหนไม่มีมวย เหมือนกับอย่างช่วงโควิดที่ผ่านมา ผมไม่ได้ทำงาน ไม่ได้มีมวยดู ผมยังคิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า รู้สึกเหมือนขาดอะไรในชีวิต มันไม่มีเป้าหมายในชีวิต เงินมีกิน ที่บ้านเปิดแอร์นอนได้ กินอิ่มนอนหลับ แต่รู้สึกว่าชีวิตเหมือนไม่มีคุณค่า เหมือนขาดอะไรไป” 

“ ทุกวันนี้ผมถือว่าผมมีความสุขชนิดสูงสุด ผมได้ทำงาน ได้นั่งบรรยายมวย  นี่คือความสุขที่สุดในชีวิตผม ผมกล้าใช้คำนี้เลย บางคนมีเงินอาจจะอยากไปเที่ยว บางคนอาจอยากนอนอยู่บ้าน บางคนอยากทำงาน ความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน” 

“วันนี้ผมมั่นใจว่าฐานะผมสามาราถดูแลตัวเองและครอบครัวได้สบาย แต่ผมก็ยังอยากดูมวย ต่อให้วันข้างหน้าผมไม่ได้พากย์มวย ผมก็จะยังเข้าสนามมวย ซื้อตั๋วเพื่อดูมวย เพราะนี่คือความสุขของผม”

 “สิ่งที่อยากจะฝากกับทุกคนคือความสำเร็จ ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ มันคือหลักการที่มันเป็นจริงที่สุด ก่อนจะสำเร็จ ต้องล้มเหลว ผมเคยท้อ สมัยทำข่าวใหม่ๆ ผมไม่เคยออกจากบ้าน เรียกว่าไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองเลย” 

“จนตัวเองมาทำข่าว ก็ต้องออกมาเช่าหออยู่เอง ทุกอย่างต้องนับ 1 ใหม่ มันเหมือนง่าย แต่ชีวิตไม่ง่าย เราต้องทำอะไรด้วยตัวเองทุกอย่าง เลยเกิดความท้อ คิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ แต่ก็ฝืน ทน  คิดว่านี่คืองานที่เรารัก เราไม่เคยทำอะไรก็ต้องทำ” 

“ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ อย่าเพิ่งท้อ อย่าเลิกพยายาม ต้องมีการพัฒนาตัวเอง ทุกคนสามารถล้มเหลวได้หมด แต่ลุกขึ้นมาต้องสู้ต่อ ลองให้มันสุด เชื่อว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จได้หมด”